ทิ่มแทง

posted on 21 Mar 2008 10:38 by lonelybone
 

ผมไขว่คว้าร่างของเธอในความมืด

ร่างที่ดูคล้ายกับเด็กชายซึ่งยังเติบโตไม่เต็มที่

มากกว่าร่างของอิสตรี

ในความมืดที่เย็นเยียบ ผมกอดร่างบสงนั้นไว้ ราวกับกอดครอบแก้วซึ่งเปราะบาง

ราวกับสิ่งซึ่งถูกสร้างมาให้แตกหักเสียหาย

 

ผมทำเธอแตก

ร่างเล็กบางนั้นกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

กระจัดกระจายจนไม่อาจรวบรวมกลับมาใหม่ได้อีกต่อไป

ในความมืดผมร้องให้

ไม่ใช่เพราะเธอปลาสนาการ

แต่เพราะเศษส่วนเล็กๆเหล่านั้น

ทิ่มแทงเนื้อผม

นิรันดรฆาตกรรม

posted on 03 Mar 2008 09:50 by lonelybone

จากอีกฟากหนึ่งของห้อง ฉันแลเห็นนิรันดร์กาลในกรงขังชื่อความเชื่อ

ฉันเปิดกรงออก แล้วฆ่ามันเสีย

เพราะสำหรับฉัน ชั่วแล่นคือชั่วแล่น

 นิรันดรคือการโกหกพกลมคำโตที่ไม่อาจให้อภัยได้

ไปในแสง

posted on 03 Mar 2008 09:45 by lonelybone

ฉันปรารถนาจะถูกกลืนกินไปในแสงสีขาว

สถานที่ซึ่งถูกสิ่งถูกลบลืม เมื่อความมืดมาถึง

เพราะที่แท้ความมืดคือสิ่งดั้งเดิมที่มาแต่ต้น แสงเพียงเดินทางมาถึงเพื่อลาลับไป

 ดังนั้น แสง จะเรืองความหมายก็ต่อเมื่อมันอยู่ในความมืด

 

ฉันปรารถนาจะถูกกลืนกินไปในแสงสีขาว

เพราะมันเปนเพียงสิ่งซึ่งดำรงคงอยู่ชั่วคราว

หากฉันถูกกลืนกินไปในความมืด ฉันสำนึกโดยพรั่นพรึงว่า

 ฉันอาจดำรงคงอยู่ ชั่วนิรันดร์

 

 

 

  บทที่ 1 นาโอะ ธุลีสีเทา

http://lonelybone.exteen.com/20080104/entry-1

บทที่ 2  ชูมาน  เหมือนอากาศ

http://lonelybone.exteen.com/20080104/entry-2

บทที่3 เจ้าสาวสายหมอก : ถอดความจากภาษาญี่ปุ่น โดย แสนไกล

http://lonelybone.exteen.com/20080104/entry-3

บทที่ 4 แสนไกล : เกาะที่ไม่มีใครรู้จัก

http://lonelybone.exteen.com/20080104/entry-4

บทที่ 5 : เพลงนางเงือก

http://lonelybone.exteen.com/20080104/entry-5

บทที่ 6 :  พระจันทร์สีชมพู

http://lonelybone.exteen.com/20080104/entry-6

บทที่ 7 : ความมืด

http://lonelybone.exteen.com/20080122/entry

   

บทที่ 8 เพลงไม่มีทำนอง

คืนนั้นเธอออกจากร้านมาโดยไม่ได้กล่าวกระไรกับชายที่เธอเดินทางไกลมาเพื่อพบ เธอรวบรวมความกล้า เข้าพักในโรงแรมเก่าแก่ กลางเมือง ราคามันถูกพอที่เธอจะจ่ายได้ เธอนอนไม่หลับเลยตอลดคืน ตื่นอยู่ในความหวาดผวา จากเรื่องสยองขวัญที่เธอจินตนาการเอาเอง ถ้าเธอโดนผีหลอก เธอจะไม่สามารถเรียกให้ใครช่วยได้เลย การเป็นใบ้ทำให้เธอรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวบนโลก  มีคำมากมายวิ่งพล่านในหัวสมอง แต่ไม่สามารถจะกล่าวออกมาได้  บางครั้งราวกับร่างกายของเธอจะปริแตก เพื่อให้ถ้อยคำอันไม่ปะติดปะต่อ ไม่ชัดเจน ไม่มีความหมายหลั่งไหลออกมา แต่บางครั้งความอับจนถ้อยคำทำให้ร่างกายเธอเหมือนลูกโป่งพองลม ไม่ว่าจะเขย่ายังไงก็ไม่มีเสียงกรุ๋งกริ๋งของข้อความที่กระทบกัน เธอเป็นใบ้ ไม่ใช่เรื่องทางร่างกายแต่เป็นเรื่องทางจิตวิญญาณ

เธอตื่นในตอนเที่ยงวัน หลังจากข่มตาลงตอนค่อนรุ่ง ผีที่ไม่มีชื่อเรียกในหัวเธอเหนื่อยล้าจนลาจากไป กระจกกลายเป็นกระจกไม่ใช่ประตูสู่โลกวิญญาณ และห้อง เก่าไม่ได้มีคนตายมาก่อนเป็นเพียงฝาผนังปูนธรรมดา   หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ เธอลงมือเขียนจดหมายถึงเขา ฉีกกระดาษใบหนึ่งจกสมุดบันทึก เรียบเรียงถ้อยคำที่กระจัดกระจายในร่างที่ที่พองลมของเธอ

หากในจดหมายมีเพียงถ้อยคำ " ฉันคือเกาะที่ไม่มีใครรู้จัก ฉันพูดไม่ได้ ยินดีที่ได้รู้จัก " 

เธอเดินผ่านร้านหนังสือมือสองเพื่อไปร้านหนังสือของเขา ในนั้นชั้นหนังสือเรียงราย  เจ้าของร้านเป็นคนญี่ปุ่น เหมือนกับคนรักของเจ้านายเธอ เขานั่งบนโต๊ะกว้างด้านหน้าของร้านคัดแยกหนังสือเก่าที่กองเต็มพื้น  ภาษาที่เอไม่รู้จัก คำที่เธอไม่รู้จัก กระจายเกลื่อนกล่นในอากาศของร้านนั้น มันดึงดูดเธอเข้าไปหา และทำให้เธอครุ่นคิดว่ามีอักขระมากมายแค่ไหนในโลกนี้ มันรวมกันเป็นถ้อยคำ  แล้วมันสื่อความหมายแตกต่างกันเพียงใด  แล้วที่จริงมันมีความหมายจริงๆ หรือมันสร้างความหมายใหม่ขึ้นมา เช่นเดียวกับที่เธอหาถ้อยคำมาบรรจุลงในจดหมายไม่ได้  เธอเดินไล่สายตาไปตามชั้นหนังสือ มองหนังสือเหล่านั้นเป็นเหมือนภาพรวมของบรรดาถ้อยคำที่เพียงถูกนำไปจัดเรียงในหน้ากระดาษ ถ้อยคำของเธอ ที่อาจไม่ได้มีอยู่และกล่าวออกมาไม่ได้  ไม่ได้กล่าวออกมา ไม่ได้กระทั่งได้รับการอ่าน เพราะที่ร้านของเขา ประตูเหล็กถูกดึงปิดและคล้องกุญแจแน่นหนา ป้ายกระดาษเขียนลวกๆว่าปิดร้านสามวัน  เธอได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ถ้อยคำเรียบง่ายชัดเจนไม่ประสงค์สื่อสารความรู้สึก กลับแหลมคมและทำลายได้ดียิ่ง

เธอยืนนิ่งและยังไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิต แดดบ่ายแผดแสงแสบผิว เธอรู้สึกเบาหวิว ราวกับจะเป็นลมล้มพับไป โอกาสของเธอเลือนดับลับหายสาบสูญชั่วนิรันดร์ เธอมาถึง และทำมันสูญหาย เหมือนถ้อยคำที่หายหกตกหล่นไประหว่างการมีชีวิต  อันเงียบเชียบของเธอ

มนุษย์เป็นเพียงโกดังอันว่างเปล่าของการกักดก็บถ้อยคำ สรรพสิ่งนั้นมีอยู่มาก่อน แต่เมื่อมันถูกเรียกขานมันจึงมีความหมายกรทั่งความหมายอันง่ายดายที่สุด ก็ล้วนถูกสร้างขึ้นจากถ้อยคำ ในระดับปฐม ถ้อยคำจึงทำให้เรามีชีวิต แต่เธอไม่แน่ใจในถ้อยคำ แน่ล่ะ เธอพึ่งพามันผ่านการพูดน้อยมาก แต่ถ้อยคำมีอยู่ในทุกที เธอรู้สึกว่ามันเหมือนโจรร้ายที่เฝ้ารอเงียบเชียบเพื่อขโมยความหมายของสิ่งนั้น  เมื่อเราพูดออกมา เขียนมันขึ้นมา หรือกระทั่งคิดเรียกขานมันออกมา มันจะอยู่ตรงนั้นและขโมยความหมายที่แท้จริงไป สีแดงไม่ได้เป็นสีแดง อีก มันสูญไปพร้อมกับการเอื้อนเอ่ยคำ สีแดงหรือการคิดมันขึ้นมา ถ้อยคำคือเงินตราแลกเปลี่ยนสำหรับแทนค่าสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง ในวินาทีนั้นเธอถึงกับอับจนไปสิ้น เมื่อครุ่นคิดได้ว่า ที่แท้การสื่อสารไม่เคยเกิดขึ้นมีเยงการแลปกเปลี่ยนถ้อยคำกับความเข้าใจพื้นๆโง่ๆ ไม่มีทางที่จะมีใครสักคนแสดงความรู้สึกผ่านถ้อยคำได้จริงๆ  การสื่อสารของเรทุกคนที่แท้ล้วนง่อยเปลี้ยเสียขาทั้งสิ้น

พริบตานั้นเธอรู้สึกราวกับต้องเปล่งเสียงบางอย่างออกมา เสียงอ้อแอ้เหมือนเด็กๆหัดพูที่ไม่รู้ว่าจะกล่าวกระไร ก้อนของเสียงตึงแน่นในลำคอ เธออาจ อยากสะอื้นให้ หรือหัวเราะร่า  เสียงที่เขียนออกมาเป็นตัวอักษรไม่ได้ สื่อสารความรู้สึกอย่างรุนแรงที่สุด   โดยปกติเธอไม่นิยมส่งเสียงใดๆ โดยไม่จำเป็น เพราะทุกคนจะรู้ทันทีที่เธอเอ่ยถ้อยคำว่าเธอเป็นใบ้ มาถึงแล้วเวลาที่ร่างกายเธอกำลังจะปริแตก เสียง และคำ พลุ่งพล่านอยู่ในเส้นเลือดของเธอ กระตุ้นเร้าและบีบหัวใจเธอ

ตอนนั้นเอง เธอร้องเพลง

ที่เขาเฝ้าติดตามไปคือเสียงเพลง  สถานที่ทุกแห่งนั้นเลือนเข้าหากัน เหมือนกับความทรงจำ  เขาอาจจำอาคารหลังหนึ่งในสถานที่หนึ่งสับกับอีกอาคารในอีกสถานที่หนึ่ง  ความทรงจำ เป็นอาณาเขตเฉพาะที่เวลาไม่สามารถเข้าไปถึง เมื่อเหตุการณ์ผ่านเข้ามา มันจะร่วงลงไปราวกับเข็มเล่มหนึ่งตกลงสู่ก้นทะเล  จนเมื่อมันถูกเขย่าทุกตะกอนเหตุการณ์จะลอยฟ่องขึ้นพร้อมกันโดยไม่ลำดับเวลาหรือลำดับความพิเศษอีกต่อไป มาถึงตอนนี้เขาบอกไม่ได้ว่าตัวเองอยู่ในอดีตหรือปัจจุบัน สถานที่ที่เขากำลังท่องไปไม่รู้จบคือสถานที่จริงๆ หรือความละเมอเพ้อพกอันเปล่าดาย  เขากำลังยืนอยู่ในสวนสาธารณะ เพ่งมองแม่น้ำเจ้าพระยาที่จอแจด้วยเรือข้ามฟาก ตอนนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงเพลง กวนตะกอนขุ่นข้นของความทรงจำเขาขึ้นมา มันน่าจะดังอยู่ในสวนนี้เอง เขาจึงออกเดินตามหา ที่มาของเสียง

เขาไม่รู้จักเพลงนั้น แต่เขาจำมันได้ ราวกับว่ามันฝังอยู่ในหัวเขา สัมผัสที่อบอุ่นของแสงแดดบ่าย และสีเทาราวควันบุหรี่หรือสายหมอก เขาออกเดินราวกับคนละเมอเพ้อพก  ราวกับต้องมนต์สะกดของนางปีศาจ เข้ามาจากสวนสาธารณะเดินไปตามถนนตึกเก่า ร้านกินดื่มยามค่ำคืนยังไม่เปิด มีเพียงบานพับไม้ปิดทับเอาไว้เขาเดินผ่านมัน เลี้ยวลงตรอกเล็ก เพลงนั้นทำให้เขาคิดถึงเธอ เพลงที่ประจุในipod ของเธอ คนหนุ่มที่ตายด้วยการกินยานอนหลับเกินขนาด คนที่เขากอดไว้ไม่แน่นพอ ตรอกเล็กที่ทอดตัวไปยังทะเลสาบสงขลา หรือทอดออกกลางถนนถลาง ทอดลงจกแม่น้ำเจ้าพระยา ทอดเชื่อมสวนสาธารณะแห่งเมืองนารา ตะกอนนั้นขุ่นคลั่กเขาคิดว่าการเดินทางเหนื่อยล้ายาวนานคงสิ้นสุด ทันทีที่เขาเลี้ยวลับมุมตึก ถ้าเขาเจอเธออีก เขาจะกอดเธอไว้ให้แน่นจนไม่ว่าพระเจ้าองค์ไหนก็พรากเธอไปไม่ได้

แต่เขาเป็นนักเดินทาง เธอเป็นคนหลงทาง ทั้งเขาและเธอต่างถูกสาป จะไปไกลสักกี่สถานที่ก็ไม่อาจเยียวยาจิตใจอันบอบช้ำนั้นได้  เขาและเธอคือเสื้อยืดบนแผงขายเสื้อแห่งวัฒนธรรมเฉพาะ ที่ที่เสื้อลายเหมาเจ๋อตุงอยู่ทางขวา และลายแมคโดนัลด์อยู่ทางซ้าย สถานที่เดียวที่ทุนนิยมพบสังคมนิยม ภราดรภาพบังเกิด แต่จงอย่าลืมมันเป็นเพียงเสื้อ เป็นเพียงสินค้าแห่งการผลิตซ้ำ  เสียงเพลงที่เธอพลันร้องได้ หรือความทรงจำที่เขาพลันมีขึ้น ล้วนจอมปลอม และถูกสร้างขึ้นเพื่อปลอบประโลมจิตใจอันแหว่งวิ่น  อาณาเขตตึกเก่าไม่ได้อยู่เหนือกาลเวลา มันผ่านเลยไปแล้วและถูกแช่แข็งไว้สำหรับตอบรับวัฒนธรรมใหม่แห่งการเสพสมกับอดีตกาล  การเดินทางนับนิรันดร์มีค่าไม่ต่างกัน ความทรงจำไม่พิเศษ ถูกทำให้พิเศษคนเงียบใบ้สื่อสารได้ เจ้าสาวสายหมอกฟื้นคนชีวิตทั้งที่ไม่เคยอยู่มาก่อน เรื่องราวโรแมนติคชวนฝัน  นัยแต่เขาออกเดินทางเขาสร้างโลกหนี่งใบขึ้นมาใหม่โยหยิบชิ้นส่วนสวยงามจากภูมิทัศน์แปลกตาของดินแดนอื่น มารวมเข้ากับความคิดอุดมคติ ความตื่นเต้นของการเดินทางผจญภัยและความสะดวกสบายที่แผ่นดินอื่นขูดเลือดเนื้อมาเจือจุนให้เขารู๔สึกเหมือนอยู่บ้าน ที่นั่นเขาสร้างโลกเฉพาะอันงามหรูเพื่อหลอกตาตัวเองว่าเขาค้นพบสิ่งที่ตามหา แต่ไม่มีอะไรเลย มีแต่การเดินทางซ้ำๆ การทำเท่ซ้ำๆ ความฝันโรแมนติคที่บางเบาเหมือนสายหมอกยามเช้า  

เขาพบเธอที่หัวมุมถนน เพลงไม่มีทำนองสะดุดหยุดลงตรงนั้น  เธอสวมกระโปรงติดกันสีเทา และเขาสวมเสื้อยืดสีฟ้ากางเกงยีนสีขี้เถ้า บางสถานที่ในความทรงจำ ที่ไม่อาจระบุ ทั้งคู่นิ่งงันตรงตำแหน่งเดียวกัน เสียงเพลงสะดุดหยุดลงราวกับเขาและเธอไม่มีอะไรจะพูดกันอีก  เธอเป็นใบ้และเขาพูดไทยไม่ได้แม้แต่คำเดียว ทั้งคู่หยุดยืนองกันและกันการสื่อสารสาบสูญโดยสิ้นเชิง เธอเป็นหญิงสาวแปลกหน้า เขาเป็นคนหนุ่มแปลกหน้าเดินสวนกันที่หัวมุมถนนเกือบจะชนกัน กลางเพลงไม่มีท่วงทำนอง ที่ดึงดูด แต่ที่แท้กลับผลักทั้งคู่ออกห่างกัน

เธอเดินเลี่ยงเขาไป ตัดเข้าสู่ถนนถลางกลางเมืองภูเก็ตอันร้อนระอุ

เขาเดินหลบเธอเลี้ยวลงตรอกข้าวสารที่พลุกพล่านด้วยผู้คน

เขาเปิดประตูเข้าไปในร้านอาหารแห่งนั้น รู้สึกราวมนต์สะกดคลายลง ที่นั่นเขาพบชายหญิงคู่หนึ่ง ฝ่ายชายเป็นคนญี่ปุ่น และพวกเขาพูดคุยกันอย่างออกรส  เกี่ยวกับการเดินทาง ตอนนั้นเองเขาตระหนักได้ว่าไม่ว่าไปที่ไหนเจ้าสาวายหมอกก็ไม่ได้มีอยู่จริง เขาสนุกสนานกับการสนทนา ดื่มเบียร์ขวดแล้วขวดเล่าจากเย็นย่ำจนดึกดื่น  จู่ๆเขาก็ประกาศโพล่งว่าพรุ่งนี้เขาจะกลับเมืองนารา

เธอกกลับมาที่โรงแรม หลังจากเดินเท้าจนเหนื่อยอ่อน ตรงโถงกลางของโรงแรม มีทีวีเปิดอยู่  ฝรั่งคนหนึ่งเอาดีวีดีติดตัวมาจากเมืองนอก เป็นหนังญี่ปุ่นที่เล่าเรื่องของครับครัวเล็กๆในเมืองนารา พวกเขาสูญเสียลูกชายคนหนึ่งไปอย่างลึกลับ เพียงเดินเลี้ยวหัวมุมถนน ก็หายตัวไป ราวกับถูกเทพเจ้าลักพา และพวกเขาต้องมีชีวิตอยู่เช่นนั้น ค่อยๆคลี่คลายตัวเอง

เธอนั่งดูมันจนมืดค่ำคิดกับตัวเองว่าการเดินทางสิ้นสุดลงแล้ว

edit @ 23 Jan 2008 22:20:06 by ชูมาน

  บทที่ 1 นาโอะ ธุลีสีเทา

http://lonelybone.exteen.com/20080104/entry-1

บทที่ 2  ชูมาน  เหมือนอากาศ

http://lonelybone.exteen.com/20080104/entry-2

บทที่3 เจ้าสาวสายหมอก : ถอดความจากภาษาญี่ปุ่น โดย แสนไกล

http://lonelybone.exteen.com/20080104/entry-3

บทที่ 4 แสนไกล : เกาะที่ไม่มีใครรู้จัก

http://lonelybone.exteen.com/20080104/entry-4

บทที่ 5 : เพลงนางเงือก

http://lonelybone.exteen.com/20080104/entry-5

บทที่ 6 :  พระจันทร์สีชมพู

http://lonelybone.exteen.com/20080104/entry-6

 

 

บทที่ 7 : ความมืด

 

โดดเดี่ยวในห้องสีขาวหม่นสกปรก หมายเลข 409 ของโรงแรมควีน  ออกจากลิฟท์ตวเล็กที่ครือคราดตลอดเวลาแล้วเลี้ยวขวา ห้องนั้นอยู่ติดกับลิฟท์ ผมนอนบนเตียงคู่ขนาดใหญ่ยักษ์ จ้องมองเพดานฟังเสียงครืดคราดขึ้นลงของลิฟท์ บรรยากาศแปลกแยกและไม่เป็นมิด  พยายามอย่างยิ่งที่จะขาวสะอาด แต่ความขุ่นหมองก็ปรากฏร่องรอยตรงนั้นตรงนี้ โรงแรมควีนเก่าแก่ อยู่ติดกับบ้านเก่าของท่านนายทหารคนสำคัญ บ้านเรือนไทยใต้ถุนสูงที่คงลักษณะเดิมไว้ครบถ้วน  ถูกอนุรักษ์ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ ช่วยไม่ได้ที่ผมจะรู้สึกว่าโรงแรมควีน เก่าแก่กว่าบ้านหลังนั้นนับร้อยปี มันเก่า และทรุดโทรม เหมือนห้องที่หลุดมาจากพิภพอื่น

 

มีไฟสามดวงในห้อง ดวงหนึ่งในห้องน้ำ ดวงหนึ่งบนเพดาน และดวงหนึ่งบนโต๊ะเรื่องแป้ง ผมเปิดจนหมดทั้งสามดวงกลับยังรู้สึกว่ามืดทึมจนเกินไป ราวกับความมืดดำรงคงอยู่ และความสว่างทำได้เพียงรุกคืบเพื่อล่าถ่อย พ่ายแพ้สูญเสียรี้พลเป็นจำนวนมาก ในสงครามยาวนานที่ความมืดเป็นผู้ชนะ ความมืดไหลซึมลงในผนังห้อง ผ้าปูเตียง เพดาน ที่ล้วนมีสีขาว มันทำให้ทุกอย่างหม่นหมอง  มืด และไม่เป็นมิตร

 

ผมมาถึงเมืองสงขลาในตอนค่ำ นั่งรถสองแถวสีเขียวเข้มต่อจากตัวเมืองหาดใหญ่  มองดูฟ้าที่ค่อยๆมืดลงไปพร้อมกับเหล่าคนแปลกหน้าที่นั่งเบียดชิดกันไปในรถกระบะเพดานต่ำ  ผมแน่ใจถึงแรงดึงดูดอันลึกเร้นที่ทำให้ผมเดินทางมาที่นี่  ราวกับว่าผมเพียงรอคอยสัญญาณบางอย่างจากใครสักคนที่ผมรู้จัก จะบอกกับผมว่าให้มาสงขลา ทันทีทันใด ผมปิดร้านหนังสือแล้วจับรถเที่ยวเช้ามาที่นี่  การต่อพาสปอร์ตใกล้หมดอายุเป็นเพียงธุระปะปังข้อเดียวที่ผมจะหาได้  ไม่ใช่สำหรับตอบคนอื่น เพราะผมไม่ได้ผูกพันรับผิดชอบต่อใครมากมายขนาดนั้น ผมนึกสงสัยด้วยซ้ำว่าผมเคยผูกพันกับใครอย่างลึกซึ้งจริงๆหรือเปล่า หรือผมแค่หาข้ออ้างไว้สำรองสำหรับตัวเองเพื่อตอบต่อคนไม่รู้จักว่า  ผมกำลังทำอะไรอยู่  มันอาจฟังดูเกินเลยและเหมารวม แต่มันน่าตลกมากๆที่เอาเข้าจริงแล้วเราล้วนเย็นชาต่อคนชิดใกล้ และระมัดระวังต่อคนแปลกหน้าเสมอ  กลไกการป้องกันตัวอันพิลึกพิสดารของมนุษย์ ผู้ซึ่งพยายามปลดพันธนาการหนึ่งด้วยการสวมอีกพันธนาการหนึ่ง  อีรุงตุงนังอยู่ในการปลดและผูกอันแสนเศร้า ผมมองดูท้องฟ้าที่กำลังสุกปลั่ง รู้สึกเศร้าสร้อย ไม่มั่นคง แต่ผมก็มาถึงแล้ว และลึกๆผมเองก็พอใจที่ได้พบตัวเองในดินแดนแปลกถิ่น

 

 

ในฤดูนี้ แสงแดดสุกใสอยู่ในยามสนธยา  ฉันมองผ่านประตูกระจกไปที่ถนนหน้าร้าน รู้สึกบางอย่างลึกๆราวกับฉันเดินทางไกลอยู่ที่ไหนสักแห่ง ราวกับว่านสั่นไม่ใช่แสงสีส้มที่ฉันคุ้นเคยมาตลอดหลายปี ความรู้สึกอันลึกลับนั้นเฝ้าคุกคามฉันเงียบเชียบอย่างไม่รู้หน ตั้งแต่ตอนที่ฉันอยู่คนเดียว  ตอนที่ฉันพบนาโอะ หลังจากนาโอะหายตัวไป กระทั่งตอนนี้ สรรพสิ่งผุดบังเกิดอยู่ภายในนอกเหนือการควบคุมของฉัน  ฉันจ้องมองเงาแดดสุดท้ายที่สาดผ่านกระจกร้านเข้ามาตกกระทบผนังสีขาวข้างชั้นวางยา  มองดูจุดสกปรกของผงฝุ่นที่สร้างเงาประหลาดล้ำ รู้สึกทั้งแปลกแยกและเป็นส่วนหนึ่ง 

 

ค่ำคืนแปลกแยกและลึกลับบ้านทั้งหลังจมอยู่ในความมืด ฉันปิดประตูเหล็กของร้านยาตอนสองทุ่มแล้วขับรถกลับบ้าน  นอกจากหมาตัวหนึ่งที่รอคอยคุณมาตลอดบ่ายก็ไม่เหลือใครเลย พ่อกับแม่ไปต่างจังหวัด ทิ้งคุณไว้ในบ้านมืดๆที่ทำให้ดูเหมือนสถานที่แปลกหน้า   ฉันคลำทางอันคุ้นชิ้นเข้าไปในห้องกลางความมืด แสงไฟ ทรยศและทำร้ายในค่ำคืนแบบนี้ ความสว่างนั้นคุกคามและทำร้าย  ความมืดที่ห่อหุ้มทำให้ฉันสบายตัวกว่าการเปลือยตัวเองต่อหน้าแสงไฟนีออนกระด้างแข็ง  

 

ในความมืดผมเคลิ้มหลับไปพร้อมกับเสียงครืดคราดของลิฟท์ วูบหนึ่งก่อนจะหลับตาลงผมรู้สึกคล้ายนอนอยู่ในบางสถานที่ซึ่งอาจเป็นบ้านของผมเอง

 

ในความมืดฉันเคลิ้มหลับไปพร้อมกับความเงียบ วูบหนึ่งฉันรู้สึกกลัว ราวกับว่าฉันนอนอยู่ในห้องแปลกประหลาดที่ฉันไม่รู้จักและมันพร้อมจะกลืนกินฉันไปได้ทุกเมื่อ

 

ความมืดนั้นเข้มข้นไหลทะลักราวกับจะโอบกอดเราไว้ ห่อหุ้มเราไว้ หรือกลืนกินเราเข้าไป ย่อยสลายเราทั้งคู่ ในท้องของความมืดอันอบอุ่นและชุ่มชื้นเราค่อยๆหลอมเข้าหากัน ราวกับการร่วมรักอันร้อนแรงไม่หยุดหย่อน เราต่างกระหายหิว รักและเกลียดชังกันและกัน เราหวาดกลัวเครื่องเพศอันแตกต่างของกันและกัน เดือยที่ยื่นยาว และช่องที่เว้าลึกของเราทั้งคู่ เป็นเหมือน รอยบาปที่ติดมาพร้อมกับร่างกายเราตั้งแต่กำเนิด เราถูกสั่งให้ภาคภูมิในความมีอยู่ของมัน แต่ลึกๆเรากลับถูกสอนให้ปฏิเสธและหวาดกลัว มันคืออำนาจที่ต้องควบคุม ภายใต้กลเกมการเมืองหลายชั้นซับซ้อนจนยากจะกล่าวออกมาเป็นข้อความได้ สุดท้ายมันจึงถูกตัดทอน ควบคุม บิดเบือน สร้างภาพลักษณ์ ทำให้สกปรก  แบ่งซอยย่อย ปิดบังบางส่วน เรารู้จักมันในนามของเพศ

 

พายุแห่งความมืดสีดำถาโถมมาสู่เราทั้งคู่ ผีเสื้อหนึ่งล้านตัวกระพือปีกอยู่ในอกเรา มันคือการร่วมเพศในนิยามอันบิดเบี้ยวนั้นหรือเปล่า หรือเราต่างฉีกทิ้งเนื้อตัวของกันและกัน กินทั้งยังสดและอุ่น  ดื่มเลือดกันและกันอย่างหิวกระหาย  ถมเต็มช่องว่างภายในท้องน้อยที่ไม่มีวันเต็ม มันคือหลุมดำกฤษณาที่กลืนกินไม่รู้จบและไม่คายสิ่งใดออกมาแม้มูลอันไร้ประโยชน์  

 

เรารู้สึกอึดอัดราวกับจมอยู่ใต้น้ำอันหนืดข้นเหนอะหนะ ราวกับเราคลานกลับเข้าไปอยู่ในท้องใครสักคนผ่านโยนีสำดำอันลึกลับ  ความรู้สึกอันกระอักกระอ่วน ทันถั่งหลั่งไหล มันคือจุดสุดยอดทางกามหรือความตาย ไม่ว่าสิ่งใดก็ไม่เฉียดใกล้พอที่จะอธิบายความรู้สึกอันเป็นสุขและหวาดแสยงนี้ได้เลยแม้แต่น้อย

 

 

เราตื่นขึ้นในตึกร้าง เหลือร่างเปลือยเปล่าเพียงร่างเดียว ถูกปลุกให้ตื่นด้วยแสงแดดที่ลอดมาทางรอยแตกของไม้ที่ถูกตอกปิดตายประตู เราไม่รู้ว่าเรามาที่นี่ได้อย่างไร หรือเกิดอะไรขึ้น ความทรงจำเกี่ยวกับเราถูกลบลืมจบสิ้น  กระจกบานใหญ่ที่แตกไปครึ่งหนึ่งวางพาดเฉียงๆอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้อง ที่ที่แสงแดดสาดกระทบจนส่องประกายแวววาว เราเดินเข้าหาแสง และมองดูร่างกายส่วนล่างอันเปลือยเปล่า

 

ไม่มีทั้งส่วนที่ยื่นยาวออกมา และไม่มีส่วนที่เว้าลึกเข้าไป เนื้อหนังตรงหว่างขานั้นเรียบเนียนยึดติดกัน ราวกับไม่เคยมีเครื่องเพศใดๆงอกเงยมาก่อน เราลูบคลำเนื้อเรียบเนียนปรกขนนั้น ค้นพบความว่างเปล่า  เราไม่มีเพศ และไม่ได้มีความหมายอื่นใดอีก เรากลายเป็นสิ่งว่างเปล่า เป็นหลุมดำที่เคลื่อนไหวได้

 

เราเปิดประตูออกมา ส่วนที่ไม้ปิดไว้นั้นถูกยึดอย่างหลวมๆ จนพอจะดึงออกได้โดยใช้แรงมือ  แสงแดดยามเช้าเบื้องนอกทอประกายเรื่อเรือง  เรา -เปลือย และเศร้า- มองดูถนนนครนอกอันว่างเปล่า ในยามเช้า ราวกับผู้คนถูกสูบหายไปหมดเมื่อคืนนี้ เหลือเพียงแสงแดดและบ้านเรือนพ้นยุคสมัย เวลานาทีนี้เราอาจอยู่ในเวลาที่ผ่านไปหนึ่งร้อยปี หรืออาจอยู่ในเวลาแห่งอนาคตข้างหน้าอีกหนึ่งร้อยปี มีแต่ในเมืองเก่าเท่านั้น ที่เวลาไหลทบกันเหมือนวังน้ำวน ที่นั้น เราถูกตัดขาดจาก โลกที่ประกอบด้วย สถานที่และเวลา สถานที่นั้นสึกกร่อนแต่ไม่เปลี่ยนแปลง และห้วงเวลาหมุนวนในอากาศเราเป็นอิสระ  เดินเปลือยลึกเข้าไปในตรอกที่ทอดตัวไปสู่ทะเลสาบ กระทั่งเรือสินค้าที่เรียงรายก็ไร้ผู้คน เรากระโดดลงไปในทะเลสาบกลืนไปในห้วงทะเล ที่เงียบและมืดดำ

 

เลยเที่ยงแล้ว แต่ลูกค้ายังไม่เชคเอาท์ แม่บ้านตัดสินใจขึ้นลิฟท์ไปชั้นสี่พร้อมกับพนักงานต้อนรับไขกุญแจเข้าไปในห้องสี่ศูนย์เก้าเพื่อจะพบว่า ผ้าปูที่นอนนั้นเรียบตึงราวกับไม่มีใครนอน และไม่มีข้าวของอื่นใดมาก่อนหน้านี้

 

เธอลงไปไขกุญแจเข้าบ้าน  บอกทางให้เขาเอารถจอด แว่วยินเสียงตะกุยฝาประตูอยู่ในบ้าน  เจ้าหมาน้อยว่งออกมาต้อนรับกระดิกหางอย่างลิงโลด ตอนั้นเองที่เธอสังเกตเห็นจานข้าวของมันว่างเปล่า ราวกับไม่ได้กินข้าวมาทั้งคืน เธอไม่ได้ตั้งใจคิด แต่อดคิดไม่ได้ว่าน่าจะมีใครสักคนให้อาหารมา ในห้องมืดดำที่เธอไม่ได้เปิดเข้าไป มีเพียงผงฝุ่นที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศเท่านั้นที่กระทบกับแสงแดด

ห้องของแม่ /หอนาฬิกา

posted on 15 Jan 2008 16:25 by lonelybone  in MY-SPACE
 

 

-1-

" ฉันคิดว่า สุดท้ายแล้วตัวเองจะต้องตายอย่างโดดเดี่ยว"

เขารำพึงออกมาเช่นนี้ในค่ำคืนหนึ่ง รำพึงประหนึ่งไม่ได้พูดกับใครนอกจากตัวเอง

 

เขาเริ่มต้นพูดกับตัวเองมาได้พักหนึ่งแล้ว บังเกิดขึ้นเงียบเชียบ เพียงวันหนึ่งเขาเปล่งถ้อยคำออกมา ข้อความเหมือนการคุยกับใครสักคน แต่เขาไม่มีคนให้คุยด้วย

 

หลังจากแม่ตาย เขาย้ายตัวเองเข้าไปอยู่ในห้องของแม่ที่มืดทึมตลอดเวลา เขาไม่ชอบแสงแดดมากนัก เว้นแต่ในตอนเย็น  หน้าต่างในห้องแม่หันไปหาทิศตะวันตก  เขาจะเปิดม่านแล้วนั่งมองพระอาทิตย์ตก ซึ่งเขาจะไม่เห็นอะไรมากไปกว่าแสงสีส้มเรื่อเรืองที่ริมหน้าต่าง  บางครั้งเขาคิดว่าสักวันเขาจะละลายหายไปในแสงสุดท้ายของวัน

 

เขาออกมาข้างนอกเฉพาะเวลาฝนตก ไม่เช่นนั้นก็ต้องเป็นกลางคืน เขาไม่ได้ตั้งข้อกำหนดโรแมนติคให้กับตัวเอง  เขาแค่ไม่ค่อยชอบออกไปไหน  มันมีบ้างที่เขาออกไปในตอนกลางวัน แต่ถ้าไม่จำเป็นเขาก็ไม่ออกไปไหน เว้นแต่ตอนฝนตกสายฝนดึงดูดให้เขาออกมาอยู่นอกบ้าน  ใต้ร่วมสีดำและเสียงฝนหล่นเปาแปะ มันพอรับได้ ที่สุดสำหรับเขา  และในตอนกลางคืน เขาจะออกไปทำงาน ไปกับรถเก็บขยะที่วิ่งกระหึ่มไปรอบเมืองในตอนดึกๆ

 

คนอื่นมักคิดว่าเขาเปราะบางไม่ก็เป็นบ้า เขาเข้าใจได้ มันเปล่าประโยชน์จะอธิบาย แต่บางทีมันทำให้เขาเศร้า

 

บางคนคิดว่าถ้าเขามีคนรักทุกสิ่งทุกอย่างอาจเปลี่ยนแปลงไป เขาอาจจะดีขึ้น  จะมีผู้หญิงดีๆเดินเข้ามาในชีวิตของเขา แต่แน่นอนมันต้องไม่ใช่เพื่อนหรือลูกหลานของคนที่คิดเช่นนั้น

 

คนเศร้าสร้อยคือคนเสร้าสร้อยเช่นเดียวกับที่คนเก็บขยะก็ย่อมต้องเป็นคนเก็บขยะ

 

เขาอาจรู้สึกเศร้าสร้อย แต่ไม่จำเป็นจะต้องให้ผู้อื่นมาร่วมเศร้า บางทีเขาจึงพร่ำบ่นในใจ  ฉันคิดว่าฉันต้องตายอย่างโดเดี่ยว สำหรับเขานั่นคือการเตรียมพร้อมประการหนึ่ง พอถึงจุดหนึ่งมันไม่ได้มีความเศร้าอยู่อีก

 

 

-2-

ผมพบกับเขาในคืนหนึ่ง เขานั่งกลางพราวแสงไฟที่ยึดโยงหอนาฬิกาเปิดใหม่ในวงเวียนกลางเมือง มันถูกสร้างขึ้นแทนที่หอนาฬิกาอันเดิมอย่างฉ้อฉล เพียงข้ามคืนหอนาฬิกาหินสีเทาหักสลายและถูกเก็บกวาดไปราวกับของเหลือใช้ ก่อนที่จะสร้างหอนาฬิกาทรงเตี้ยเหมือนคนที่อ้วนลงพุงจากการสวาปามเข้ามาแทนที่ พอเปิดใหม่พวกเขาก็เอาไฟสีมาผูกโยง แต่มันปกปิดความอัปลักษณ์ไว้ไม่มิด เขาบอกผมเช่นนั้น

 

หอนาฬิกามีสี่ด้าน นาฬิกาทั้งสี่เดินไม่ตรงกันตั้งแต่สัปดาห์แรกในการเปิด เหมือนกับหอนาฬิกาเดิมราวกับมันถูกสิงสู่  ด้านที่ผมนั่งดูรูปในกล้องดิจิตอลของตัวเอง เดินเร็วกว่าด้านที่เขานั่งอยู่ครึ่งชั่วโมง ไม่รู้ว่าเวลาของผมเร็ว หรือของเขาช้า  แต่พอเดินอ้อมมา เราก็ก้าวข้ามเวลาไปครึ่งชั่วโมง

 

เขานั่งบนม้านั่งมองเหม่อไปยังถนน กินข้าวเหนียวไก่ทอดที่ดูเย็นชืดในถึงพลาสติกยู่ยี่ เขากัดข้าวเหนียวจากถุงพลาสติก ไม่ปรารถนาจะสนทนากับผู้ใดถ้าผมไม่เอ่ยปากก่อน

ผมทัดทายเขาก่อน บทสนทนาทั่วไปแบบที่นักท่องเที่ยวพึงกระทำ ถามไถ่เรื่องดินฟ้าอากาศ ผมเพิ่งมาถึงที่นี่ ที่จริงก็ไม่ด้งตั้งใจจะมาถ่ายรูปหอนาฬิกานี่ แค่อยากมาถ่ายรูปเขา  จะว่าไปผมรู้สึกตื่นใจกับภาพที่ตาเห็น ชายชาวพื้นเมืองวัยใกล้กลางคน  นั่งบนม้านั่งอันมลังเมลือง ภาพความแปลกแยกที่ลงตัว ความผิดที่ผิดทางอันพอเหมาะพอเจาะ

 

เขาหันมองผม พอเริ่มต้นพูดเขาก็พูดไม่หยุด มองดูหอนาฬิกานี้สิ มันคือความฉ้อฉล วิญญาณของหอนาฬิกาเดิมยังดำรงคงอยู่ มันอยู่ในน้ำตาบนยอดหญ้า นี้ เขาพยายามคะยั้นคะยอให้ผมสัมผัสหญ้าชุ่มน้ำ ที่เกิดจากละอองฝอยของน้ำพุ เขายังพูดอะไรหลายต่อหลายอย่าง ผมรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่สานสัมพันธ์กับเขา  ผมไม่ได้รูปและติดอยู่ในบ่วงแห่งการสนทนาที่น่ารำคาญนี้อีกด้วย จากฝ่ายรุก ผมกลายเป็นผู้ตั้งรับทางการสนทนา เขารุกคืบไม่หยุดราวกับว่าไม่มีใครให้พูดด้วยมาเนิ่นนาน ผมพยายามล่าถอย หมายจะกลับมาในเวลาของผม ที่ที่มันเดินเร็วกว่าครึ่งชั่วโมง การล่าถอยที่เสียกระบวนและอิหลักอิเหลื่อ สิ้นดี

 

ผมกลับออกมาที่รถโดยไม่ได้บอกลา เขา จากระยะไกล หลังงองุ้มนั้นดูน่าสงสาร และผิดที่ผิดทางอย่างพิกลร้ายกาจ เขาไม่ควรอยู่ที่นั่นตรงนั้นตั้งแต่ต้น เขาอาจจะแค่อยากคุยกับใครสักคน นั่นทำให้ผมเศร้าและรู้สึกผิด

 

-3-

ผมมักฝันเศร้าๆเกี่ยวกับแม่ ฝันว่าดีแค่ไหน ถ้าผมมีชีวิตอยู่โดยไม่ได้ดูแลแม่มาตั้งแต่ต้น ตอนตื่นมันทำให้ผมรู้สึกผิดและเป็นทุกข์

 

ในห้องของแม่เต็มไปด้วยร่องรอยเก่าๆ  ที่ผมลืมไม่ได้ มันเป็นเรื่องดีที่ผมทำงานตอนกลางคืนและกลับมานอนตอนกลางวัน มันช่วยให้ผมลืมไปได้บ้างว่า ผมเหลือตัวคนเดียวในโลก  บางทีผมคิดว่าผมอาจคุยกับใครสักคนได้จริงๆ  แต่มันก็เสียหายไปครั้งแล้วครั้งเล่า  บางทีผมก็คิดถึงแม่ และห้องหับอันมืดทึม

 

ผมคิดว่าผมต้องตายอย่างโดดเดี่ยว ผมเชื่อเช่นนั้นมากขึ้นในแต่ละวันที่ผ่านไป ผมจะเจรียมการได้ก่อนเนิ่นนาน ผมคิดฝันหวานๆว่าสักวันมันจะเป็นจ้อความที่ไม่เจ็บปวด เป็นเพียงเรื่องที่ผมเตรียมการไว้แล้ว การตายอย่างโดดเดี่ยว ไม่ได้มีความหมายอะไร ไม่ได้หม่นเศร้าหรือเจ็บปวด คนเราตายลง ถูกลืมไป ทุกอย่างง่ายดาย

 

ผมตื่นในตอนเย็น มองดูแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ ออกจากบ้านในตอนกลางคืน นั่งเล่นที่หอนาฬิกาเหมือนทุกวัน สัมผัสฉ่ำชื้นของน้ำบนยอดหญ้า น้ำตาแห่งการถูกลืม รถเก็บขยะจะพร้อมตอนสามทุ่ม ผม คิดถึงสิ่งที่ผมจะเก็บได้ บางครั้งก็มีหนังสือ โป๊  และมันดีกับผม ผมคิดถึงพวกหญิงเปลือยนั้นอย่างเศร้าสร้อยและร้อนรุ่ม สิ่งที่ไปไม่ถึงและอยู่ใกล้แค่เอื้อม  แสงมลังเมลืองกลืนให้ผมเป็นเหมือน จุดดำอันมืดบอด ที่ประเดี๋ยวคงจางไป

 

ชูมาน

แรงบันดาลใจจากการอ่านเรื่องย่อของภาพยนตร์ LARS AND THRE REAL GILRS

ขอบคุณ tete ที่แนะนำหนังเรื่องนี้

 

 

 

 

 

ลืม

posted on 11 Jan 2008 23:35 by lonelybone
 

เธอเคยคิดว่าเธอรักเขามาก แต่ไม่นานเธอก็ลืมเขา

ลืม ที่ไม่ได้หมายถึงว่า ไม่ได้คิดถึงเขา เว้นเสียแต่บางวันที่รู้สึกแปลปลาบในหัวอก

แต่หมายถึง ลืม ในความหายที่ว่าไม่ได้คิดถึงอีก เมื่อบังเอิญให้คิดถึงมันก็ไม่ได้เจ็บปวดอีก

"เขา" ไม่ได้เป็น เขา อีกแล้ว หาก"เขา"กลายเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่ไม่มีความหมายอะไร

ผ่านเข้ามาเพื่อที่จะผ่านไป

 

และ "ไม่นาน" ก็อาจจะหมายถึง หนึ่งอาทิตย์ สองเดือน หรือ สามปี

เธอไม่มีทางรู้ เขาไม่มีทางรู้

 

เพียงแค่ในเช้าวันหนึ่งเธอตื่นขึ้น ดำเนินชีวิต และโดนรบกวนด้วยเรื่องต่างๆที่ไม่อาจเชื่อมโยงถึงเขาได้อีก

 

เราอาจกล่าวถึงเวลาหนึ่งร้อยปี

หรือตราบจนเซลล์สมองของเธอเสื่อมสลาย ไม่ใช่เพียงจำเขาไม่ได้ หากจำตัวเองก็ไม่ได้ด้วย

 

อย่างไรเสีย การลืมมีอยู่ และมันช่วยเท่ากับที่มันทำร้าย

 

สักวันหนึ่ง ที่ไม่ได้หมายถึงวันอันแน่นอน เพราะการจำและลืมไม่เปิดโอกาสให้เราตั้งข้อกำหนด

แต่สักวันหนึ่ง เธอก็จะลืม

กลิ่นของเขารอยไปตามสายลม กรุ่นอุ่นจะชืดเย็น เธอจะลืมว่าเขามีหน้าตาเป็นอย่างไร ไรเคราที่ข้างแก้ม หรือมือที่สากระคาย

 

สักวันเธอจะลืมสิ้น

และมันคงดีสำหรับทุกคน เพราะที่จริงแล้วความทรงจำ นั้นเศร้าสร้อยยิ่ง

ชูมาน

ครรภ์แห่งความเงียบ

posted on 11 Jan 2008 08:14 by lonelybone

 

เขาและเธอต่างคลอดออกมาจากครรภ์แห่งความเงียบ ลึกๆแล้วทั้งคู่ต่างรู้ว่าพวกเขาเกิดมาเพื่อกัน เขาเดินผ่านเธอบนถนน หยุดยืนมองกันและกันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ล่วงเลยลาลับ เธอเดินกลับบ้านและเขาถูกรถชนตาย

 

เวลาผันผ่านไปไม่รีบเร่ง ไม่ช้าเชือน พวกผู้คนที่ไม่มีวันจะได้พบกันอีก ไม่มีทางได้รู้เลยว่าอีกคนหนึ่งจะส่งผลกระทบต่อส่วนเสี้ยวใดในชีวิต

 

แสงตะวันกลืนกินผู้คนไปในห้วงซ้ำแห่งกิจวัตร เราตื่นแต่เราหลับ เราทำแต่เราเปล่า ยามราตรีจึงคายเอาซากร่างที่เปื่อยยุ่ย อ่อนล้า สิ้นเรี่ยวแรง เธอคิดถึงเขาในบางทีในสถานที่เงียบเชียบและมืดสนิท

 

ดอกไม้บางดอกเบ่งบาน บางดอกร่วงโรย เพลงไม่รู้ชื่อ จะร่ำไรอยู่บนริมฝีปากชั่วครู่ก็เลือนจางไปตามลม รักแท้ พรมลิขิต พบได้เฉพาะในนิยาย เธอต้องใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่มีเขา ความโดดเดี่ยวเงียบเหงายาวนาน ที่เธอไม่รู้สาเหตุ ดุ่มเดินไปตามถนน ถอนใจเศร้าสร้อย มันเปล่งประกายความงามอย่างหนึ่งอันมันมีสีหม่นมัว

edit @ 11 Jan 2008 08:15:04 by ชูมาน

บทที่ 6 :  พระจันทร์สีชมพู

เธอมาถึงสถานที่นั้นตอนพลบค่ำ พระจันทร์คืนเพ็ญเริ่มเปล่งแสงซีดนวล  แสงที่หยิบยืมจากผู้อื่น  อย่างไรเสียก็คงเปล่งประกายได้เพียงสลัวเลือน  แสนไกล อดเทียบตัวเองกับแสงจันทร์ไม่ได้  ถนนถลางกลางคืนวันอาทิตย์เงียบจนแทบเปลี่ยวร้าง  ร้านรวงพากันปิด ทิ้งเพียงแสงนีออนแข็งๆไว้ตามหน้าร้าน ยกเว้นอยู่เพียงสถานที่เดียว ซึ่งส่องไฟสีนวลระเรื่อเจือเสียงกีตาร์แผ่วเศร้า  เธอยืนเก้ๆกังๆ ซูบซีดไต้แสงไฟ เขาอยู่ที่นั่นกำลังเล่นกับแมวลายเสือตัวหนึ่งบนตัก

 

ผมอาศัยอยู่บนดวงจันทร์

สถานที่นี้ไร้น้ำหนัก ผมจึงเพียงล่องลอยเคว้งคว้างไปรอบๆ

มีผม เก้าอี้ตัวหนึ่ง กลางอากาศหนาวเหน็บ

และผมคิดถึงเธอ

หญิงคนรักผู้ซึ่งอาศัยอยู่ที่สุดขอบโลก

แผ่นดินสุดท้ายที่พอหลุดไป ก็จะไปยังทะเลน้ำแข็ง ย้อนกลับไปยังอีกข้างของโลก

บนโลกมีแรงดึงดูด ดึงดูดเธอไว้ที่นั่น เธอจะมีเก้าอี้เป็นของเธอเองไหมนะ

เธอจะมีตัวตนไหมนะ

ในวันที่โลกกับดวงจันทร์ใกล้ชิดกันที่สุด

วันที่กระแสน้ำขึ้นสูงสุด

พระจันทร์ส่องแสงสุกสว่าง

ผมหวังให้โลกดึงดูดผมลงไป

โลกดึงดูดให้พระจันทร์หมุนไปรอบๆ แต่ไม่ยอมให้เข้าใกล้มากไปกว่านั้น

บางทีถ้าโลกดึงดูดผมมากๆ ผมอาจจะหลุดออกจากดวงจันทร์

แล้วหล่นลงไปคล้ายสะเก็ดดาว

แตกสลายเป็นเสี่ยงๆในชั้นบรรยากาศ

ตกลงในทะเลที่ไหนสักแห่ง

เก้าอี้ของผมคงกลายเป็นเศษไม้ลอยไปยังชายหาด

ที่สุดขอบโลก หญิงสาวของผมจะเดินเล่น

และเก็บเศษไม้ไปก่อไฟ

เธอคงจะอุ่น และผมคงดีใจ

ในอากาศสีฟ้า ที่ไหนสักแห่ง

ที่ไม่หนาวเหมือนดวงจันทร์

 

 

 

ร้านหนังสือสีนวลนั้นเองก็ร้างผู้คน ราวกับมันถูกเปิดไว้สำหรับรอใครสักคนที่บังเอิญหลงทางในคืนว้าเหว่  ราวกับประภาคารที่สาดแสงเรื่อเรืองบนเกาะแก่งโพ้นไกล ท่ามกลางท้องถนนมืดมิด และแสงจันทร์ เธอแล่นเรือมาจากเกาะที่ไมมีใครรู้จัก มุ่งมองประภาคารเป็นจุดหมาย มาถึงที่นี่ และตกหลุมรัก เอาอย่างง่ายดาย

 

หญิงสาว อาศัยอยู่สุดขอบโลก

ถัดไปจากฝั่งทะเลแห่งเธอ คือมหาสมุทรลึกลับไม่รู้จบ ทอดไปสู่แผ่นดินน้ำแข็ง

เธอทำหน้าที่เฝ้าประภาคารเดียวดายที่ปลายขอบโลก

คอยบอกเส้นทางให้แก่เรือทุกลำ แสงไฟสว่างวาบบอกว่า อย่าได้เลยพ้นไปจากนี้

หญิงสาวจะตื่นอยู่ตลอดคืน และนอนหลับในตอนกลางวัน

นานๆเข้าเธอคิดตลกๆว่าโลกนี้มีเพียงความมืดและเธออยู่ใจกลางของดวงอาทิตย์

หน้าที่ของดวงอาทิตย์คือการเผาให้ตัวเอง เพื่อเปล่งแสงสู่ดาวเคราะห์ สำหรับผลิพืชผลอันอุดม

เธอมิใช่ดวงอาทิตย์หากเป็นเพียงประภาคารเดียวดาย แสงของเธอ สร้างสรรค์สิ่งใดไม่ได้ ทำได้อย่างมาก เพียงป้องกันการทำลาย การสาบสูญไปในห้วงสมุทร

บางครั้งเธอคิดถึงชายคนรัก ซึ่งคงอาศัยอยู่บนดวงจันทร์

สถานที่ที่แสงของเธอสาดไปไม่ถึง

ดวงจันทร์มีแสงที่สะท้อนจากดวงอาทิตย์

ทำให้เธออยากเป็นดวงอาทิตย์ จะได้สะท้อนแสงให้แก่ดวงจันทร์

บนนั้นจะได้ไม่เหน็บหนาว

รุ่งสางของวันหนึ่งในฤดูหนาว เธอลงบันไดวน จากห้องชั้นบนประภาคาร ไปสู่ชายหาด พบท่อนไม้แตกหักโดนคลื่นซัดมากระทบฝั่ง

เธอส่องแสงให้สิ่งอื่นมาชั่วนิรันดร์ แต่ใช่ว่าจะไม่ต้องการแสงสำหรับตนเอง

คำวันนั้นเธอดูแลให้ประภาคารส่องแสงได้ตามปกติ มองดูดวงไฟใหญ่ยักษ์ เคลื่อนที่เป็นวงกลมกวาดไปในความมืด มิด

เธอเริ่มก่อไฟ โดยใช้ท่อนไม้ที่เธอพบริมหาด กองไฟสิส้มเล็กๆลุกโพลง ส่องแสงและให้ความอบอุ่นแก่เธอ อบอุ่นคล้ายเสียงแตรขอบคุณจากเรือเดินสมุทร

มีแรงดึงดูดในกองไฟ หากสักวันพระอาทิตย์ดับไป เธอจะให้ประภาคารส่องไฟ ไปถึงดวงจันทร์

 

 

 

เขาวางแมวลงข้างตัว ลุกมาต้อนรับ เธอทำท่าบุ้ยใบ้ถามว่าร้านยังเปิดอยู่หรือ เขาตอบว่ายังเปิดอยู่ พลางจัดโต๊ะให้เธอนั่ง  เธอเลือกสั่งโกโก้ร้อน โดยชี้ไปที่เมนู เขาคือเจ้าชายน้อย ส่วนเธอคือแสนไกล เด็กสาวจากเกาะที่ไม่มีใครรู้จัก เขาไม่รู้จักเธอ แต่เธอรู้จักเขา นั่งมองร่างท้วมในผิวเข้มชงกาแฟคล่องแคล่ว วูบหนึ่งเธอรู้สึกผิดหวัง แพราะเธอมักคิดเอาเองเสมอว่าเขาจะเป็นคนร่างผอม ผิวซีด เหมือนจอม  ในหนังสือโลกของจอม ที่เขาเคยบอกให้เธออ่าน  เขาชงโกโก้คล่องแคล่วอุ่นนมจนร้อน แล้วผสมผงโกโก้สองช้อนพูน  เธอจ้องมองเขาจากระยะไกล บันทึกภาพคนที่เธอตกหลุมรักทางตัวอักษร มาตลอดหลายเดือน

 

เธอนิ่งเงียบดื่มโกโก้ร้อน เขายิ้มให้ เดินกลับเป็นเล่นกับแมว พลางชวนคุย แสนไกล ได้แต่อืออืออาอา เธอไม่อยากเขารู้ว่าเธอเป็นใบ้ เขาเข้าใจว่าเธอคงอยากนั่งเงียบๆมากกว่า จึงเลิกถามแล้วหันไปเล่นกับแมว เ เข่าคงรู้สึกว่าเอเป็นเพียงเด็กสาวที่เย็นชา และเย่อหยิ่ง เปล่าประโยชน์จะซักไซ้ไต่ถาม เธอรู้สึกเย็นเยียบ ราวกับคือก้อนหินเดียวดายหากขอบตาร้อนผ่าวและน้ำตาปริ่มขอบตา

 

นี่คือเธอ  แสนไกล เด็กสาวกำพร้าผู้ใจเร็วด่วนได้ คนที่เอาเงินสะสมทั้งหมด มาใช้เป็นค่าตั๋วเดินทางด้วยรถ ป. 2 ที่ชวนปวดเมื่อย และแสนแออัด จากกรุงเทพ ลงมาภูเก็ต พุ่งตรงมาที่นี่ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าคืนนี้จะนอนที่ไหนหรือมีเงินเหลือพอกลับหรือเปล่า เจ้านายของเธอบอกว่าเธอสามมารถลาพักได้ สามวัน แต่เธอไม่ได้บอดว่าเธอจะมาภูเก็ต เมืองที่เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย มาเพื่อตามหาและจ้องมองชายผู้หนึ่งที่เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย  ทุกอย่างมันผิดพลาด ไปไหมด  เธอไม่ควรอยู่ที่นี่ตรงนี้ ถูกความจริงที่ว่าเธอไม่คิดหน้าคิดหลังกระหน่ำใส่ไม่รู้จบ เธอเป็นแค่สาวใบ้ไร้ชื่อ  หมดหนทางแสดงตัว เขาคงผิดหวังถ้าพบว่าเธอเป็นใบ้  เธอเองก็ผิดหวังที่เขาอ้วน โลกเสมือนสร้างพื้นที่จำลองให้เราได้เป็นแบบที่เราอยากเป็น ซึ่งแทบจะทุกครั้งไปที่เราพบว่ามันคือคนละเรื่องกับสิ่งที่เราเป็น เอเล่น และหลงระเริง เข้าใจเอาเองว่าทุกอย่างเป็นจริง(ยกเว้นเรื่องของเธอ)  แต่ไม่มีสิ่งใดจริง หรือที่จริงความจริงมีอยู่แต่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น มาถึงตรงนี้เธอรู้สึกสับสนทำอะไรไม่ถูก ความตั้งใจอันแน่วแน่เลือนหายไปแล้ว มีแต่ความไม่แน่นอนอันน่าหวั่นกลัว เธออยู่ในเมืองอแปลกหน้า คนเดียว และเงียบใบ้ ไม่รู้จะอายังไงต่อไป เธอเดินมาจนสุดทางและพบว่ามันคือหน้าผาสูงชันไม่มีทางไป  ไม่มีทางหลีกเลี่ยงหลบหนี โลกจริง หรือโลกเสมือน ก็ช่วยเธอไปไม่ได้  เธอรู้สึกอยากร้องให้  

 

ฉันรู้จักก้อนหินบางก้อน
แข็งแรง กลมกลึงหากโดดเดี่ยว เย็นเยียบยามฤดูหนาว และร้อนผ่าวยามฤดูร้อน
มวลสารยึดแน่น อยู่ภายใน สิ่งใดสัมผัสต้องก็ย่อมรู้สึกไปตามสิ่งกระทบ
ตามแสงแดดและสายลม
หาใช่ก้อนหินไม่
น่าเสียดาย บางครั้งพอก้อนหินร้องให้ก็ไม่มีใครรู้

ก้อนหินเฝ้าฝันเสมอ ว่าเธอจะมีแสง พอจะส่องทางไปหาใครสักคน ที่จะหลงรักก้อนหิน

แต่เธอรู้ว่าเธอเป็นเพียงหินก้อนหนึ่ง ปราศจากแสง แลดูราวปราศจากกระทั่งความรู้สึก
และคงไม่มีใครหลงรักก้อนหิน ที่ไม่มีสิ่งใดเลย เพียงดูดซับและสะท้อนสรรพสิ่งที่สัมผัสต้อง
บางครั้งเธออิจฉาผงฝุ่น ที่ได้ปลิวไปไหนต่อไหน
อิจฉาเม็ดทรายที่ได้ท่องไปในท้องทะเล
อิจฉาผืนดินที่ได้เป็นต้นกำเนิดของพืชพันธุ์
และอิจฉาภูผาที่ได้ตระหง่านยืนหยัด
เธอเป็นเพียงก้อนหิน แตกตัวมาจาก ที่ไหนสักแห่งถูกกัดเซาะด้วยลมและน้ำจนกลมกลึงหากไร้คุณค่าความหมาย ไม่มีแสง หากคนรักเธออาศัยบนดวงจันทร์ เธอไม่มีทางพบเขา เพราะเธอไม่ใช่หญิงสาวคนเฝ้าประภาคารผู้นั้น ผู้ที่หากดวงอาทิตย์ดับไป จะเป็นคนส่องไฟให้ดวงจันทร์

 

 

มีคนมาร้องให้ในร้านหนังสือเขาไม่รู้จะจัดการกับมันอย่างไร เขาได้แต่ลอบมองเธอ เด็กสาวผิวซีดที่ไม่ช่างพูด ดื่มโกโก้ร้อน ร้องให้ราวกับโลกทั้งใบถล่มทลายลง เขาปล่อยนาโอะให้เป็นอิสระ แมวน้อย เข้าไปคลอเคลียข้างเท้าเธอ เธอก้มลงมองมัน อุ้มแมวน้อยขึ้น นาโอะครางอย่างเป็นสุขบนตักเธอ น้ำตาอุ่นไหลลงเปื้อนขนเงางามของมัน เขาหยิบทิชชู่ส่งให้เธอ  ไม่รู้จะกล่าวอะไรดี

ว่ากันว่า หากเรามีเครื่องมือที่ดีพอ เราอาจสามารถแยกเอาน้ำแก้วหนึ่ง จากก้อนหินก้อนหนึ่งได้
เพราะลึกที่สุดในทุกสรรพชีวิตล้วนมีธาตุเดียวกัน ก้อนหินก้อนหนึ่ง แผ่นดินผืนหนึ่ง ต้นไม้ต้นหนึ่ง หญิงสาวผู้หนึ่ง ดวงดาวดวงหนึ่ง
บางทีนี่อาจเป็นข้อพิสูจน์ว่า เราทั้งหมดล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น หาสิ่งใดมีคุณค่า สิ่งอื่นย่อมต้องมีด้วยเช่นกัน
กระทั่งก้อนหินก้อนหนึ่งก็ด้วย
ก้อนหินไม่รู้ หญิงสาวไม่รู้ แผ่นดินไม่รู้ ดวงดาวไม่รู้ กระทั่งคนรักของก้อนหินก็ไม่รู้ ว่าต่างมีกันและกันในทางใดทางหนึ่ง
หาก้อนหินชิงชังแผ่นดิน หญิงสาวชิงชังชายหนุ่ม ดวงดาวชิงชังแผ่นดิน ก็ล้วนตังเป็นการชิงชังตนเองทั้งสิ้น
ฉันรู้จักก้อนหินก้อนหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องร้องให้อีกต่อไป
เพราะเธอเข้าใจแล้วว่า
ที่แท้ พระจันทร์ ก็เป็นเพียงก้อนหินก้อนหนึ่ง

 

ข้างนอกนั่น พระจันทร์คืนเพ็ญเจือสีชมพู สุกปลั่งและซีดนวล เพลงของ NICK DRAKE ลอยล่องไม่รู้จบ เขาคิดถึงนาโอะ และเธอคิดถึงเขา เงียบเชียบในเพลงเศร้า น้ำตาที่ไม่ทราบสาเหตุ   แล้วฝนก็ตกลงมา   หล่นลงบนเกาะที่ไม่มีใครรู้จัก   เขายืนมองหญิงสาวร้องให้ ในคืนที่ฝนตก  กลางแสงสีนวลอันเหว่ว้า

บทที่ 5 : เพลงนางเงือก

 

ฉันคิดว่าคุณน่าจะรู้จักเธอ  เรากำลังพูดถึง ชูมาน หญิงสาววัยปลายยี่สิบ  คนที่เงียบเศร้า เกิดและเติบโตในย่านเมืองเก่าของสงขลา บ้านบนถนนนครนอกของเธอ เก่าแก่มาแต่ก่อนสงครามมหาเอเชียบูรพาบ้านตึกแถวที่ครั้งหนึ่งญี่ปุ่นเคยบุกยึดบ้านจนเธอและครอบครัวต้องย้ายไปต่างอำเภอก่อนจะย้ายกลับมาอีกครั้งหลังสงคราม   เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นเป็นของที่ญี่ปุ่นนำมาทิ้งไว้ให้ด้วยซ้ำ  บ้านของเธออยู่แถวแรก หันหลังให้กับทะเลสงขลา เพียงเปิดประตูหลังบ้านก็จะพบทะเล

 

ฉันหมายถึงชูมานคนนั้นแหละ เธอเจอเข้ากับคนญี่ปุ่นคนหนึ่ง คนที่เธอเสมือนรู้จักมาเนิ่นนาน คนที่ทันทีที่พบ เธอก็เรียกชื่อเขาทั้งยังไม่เคยรู้จัก  ชายชาวญี่ปุ่นคนนั้นอาศัยพักในโรงแรมนางงาม โรงแรมเกาแก่ที่มีลานบ้านอยู่ตรงกลาง เขามาที่นี่เพียงลำพัง  ซีดเซียวเศร้าสร้อยราวกับป่วยไข้ ด้วยโรคไร้สาเหตุ ตกบ่ายออกมาเล่นกับแมวและเหม่อมองหญิงชราเจ้าของโรงแรม คั่วถั่วด้วยทรายในกระทะ ควันลอยฟ่องกระทบแสงแดดบ่าย อวลกลิ่นถั่วคั่วหอมขมทั่วทั้งบ้าน เธออาจรู้สึกบางอย่าง รู้สึกอย่างเข้มข้น ถึงรอยต่อพิลึกพิลั่นของเขากับเธอ และคิดว่าถ้าไม่แสดงออก มันจะสูญหายไป บางอย่างข้างในเธอจะฉีกเป็นชิ้นๆ เธอจะกลายเป็นคนสิ้นไร้ไม้ตอกทางวิญญาณ เธอจึงรับเขาเข้ามาในชีวิต

 

เธอกับเขาสื่อสารกันไม่ค่อยได้ นาโอะพูดไทยได้กระท่อนกระแท่น และเธอพูดญี่ปุ่นไม่ได้เลย ฉันสงสัยในความเชื่อฝังหัวของเธอเหลือเกินเธอคิดว่ามันอาจเป็นเรื่องโรแมนติค อันประหลาดล้ำ  การผูกพันกับใครสักคนโดยไม่มีเหตุผล บางทีเรื่องนี้อาจกลายเป็นนิยาย หรืออาจจะไม่ก็ได้  มันอาจเป็นเรื่องรัก หรือเรื่องเล่า แปลกแปร่งเพี้ยนพิลึก แต่น่าพึงใจสำหรับเธอ  สำหรับคนที่เอาเรื่องเธอไปเขียน สำหรับคนที่อ่านเรื่องของเธอ พวกเขาเหล่านั้นล้วนถูกห่มคลุมด้วยความน่าพึงใจเหล่านี้ทีละน้อย  พวกเขาอาจพากันคิด นี่ละเรื่องที่ฉันปรารถนา ความฝันลึกๆที่ฉันเป็นไม่ได้ หรือกระทั่ง สิ่งที่เธอรู้สึก ช่างตรงกับสิ่งที่ฉันรู้สึก แต่มันก็เป็นเพียงการตัดทอนบางสิ่งออกไป เหลือไว้แต่เรื่องเล่าที่ถูกทำให้มองเชิงโรแมนติคมาตั้งแต่ต้น

 

มาถึงตอนนี้ เธอไปหาเขาที่โรงแรมในยามเช้า พาเขาไปกินมื้อเช้าที่ร้านโจ๊กเกาะไทย แสงเช้าเพิ่งเลื่อนผ้าห่มของค่ำคืนออก และลืมตางัวเงีย พวยควันกรุ่นร้อนจากหม้อต้ม ข้าวต้มลวกไข่ดิบที่รองถ้วยจนสุกเหมือนพระอาทิตย์มาปรากฏบนโต๊ะอาหารเช้า เธอกับเขานั่งกินโจ๊กกันเงียบ ๆ สื่อสารผ่านภาษามือ ค่อยๆเรียนรู้ความหมายถ้อยคำเฉพาะนั้นทีละน้อย คำที่เธอประดิษฐ์ใช้ขึ้นเองจากส่วนประกอบของภาษา และท่าทางเฉพาะที่ไม่ได้มาจากโรงเรียนภาษามือที่ไหน แต่มาจากมนุษย์ซึ่งเงียบสิ้นท่าในการสื่อสาร เราตกจากหอคอยบาเบล และพยายามหาหนทางเชื่อมต่อกันใหม่ เราไม่มีทางรู้เลยว่านาโอะเข้าใจที่เธอพูดหรือไม่ หรือเธอเข้าใจสิ่งที่นาโอะพยายามบอกหรือเปล่า แต่ทั้งคู่ก็ไปไหนมาไหนร่วมกัน เธอรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ อย่างประหลาด บางครั้งขณะที่เธอขับรถเลียบทะเล และเขาเหม่อมองดูหาดสีเทา เธอรู้สึกรสขมของจุมพิตกาแฟปรากฏวูบบนริมฝีปาก

 

เธอพานาโอะไปพบพ่อกับแม่ ในฐานะเพื่อนใหม่ คนหลงทางผู้แสนซื่อและน่ารัก แม่ของเธอชอบเขา ในท่าทีเก้ๆกังๆ และสุภาพนอบน้อม หมาที่บ้านก็ชอบเขา  มันกระดิกหางดีใจทุกครั้งที่เขาแวะไป พ่อเชื่อเอาเองว่าชายคนนี้ความจำเสื่อม และบอกเธอพานาโอะไปหาหมอที่หาดใหญ่ แต่เธอปฏิเสธ เธอรู้ว่าเขาไม่ได้ความจำเสื่อม แค่สับสนมึนงงบางอย่าง ทั้งคู่ไปซื้อดิกชันนารีภาษาญี่ปุ่นไทย ที่ร้านหนังสือริมสถานีรถไฟในเมืองหาดใหญ่ แทนที่จะไปหาหมอเหมือนที่พ่อบอก

 

ในวันที่ลมทะเลพัดแรงวันหนึ่ง ฟ้ากลางคืนมืดค่ำลงอย่างรวดเร็ว นาโอะพยายามแสดงท่าทางให้เธอจอดรถ เขาลงไปที่ทะเลในแทบจะทันที ลมทะเลพัดตึง และท้องฟ้ามืดดำลงไปแล้ว  ราตรีย่างกลายมา ไล่พระอาทิตย์ให้สอดตัวลงในผ้าห่มลายแสงดาวเชื่องช้า  หากคืนนี้มืดมิด แสงดาวหรุบรู่หลังหมู่เมฆ  สายลมโบยโบกราวกรีดร้อง เธอเดินตามนาโอะลงมา เขาพาเธอไปที่ทะเล กลางคืนมืดมิด กระทั่งนางเงือกสำริดก็สางผมอยู่ในความมืด  เธอสงสัยว่าเขาพาเธอลงมาที่นี่ทำไม แต่ทั้งคู่ลืมดิกชันนารีไว้ในรถ

 

ที่แท้แล้วนาโอะไม่รู้ว่าเขามาที่นี่ -หมายถึงสงขลา ทำไม นับจากวันที่ทุกสิ่งเหลือแสงสาดส่องเพียงครึ่ง เขาได้เที่ยวท่องไปทั่วชีวิตผู้อื่น เหมาเอาว่าเป็นนักเดินทางผู้แสนเศร้า  พอจากไปก็ทิ้งรอยอาลัยไว้กับทุกผู้คน ทั้งๆที่ที่แท้เขาเป็นเพียงคนสับสนที่ฉกฉวยเอาความเห็นใจจากผู้อื่นมาดื่มกินราวขนมหวาน พอมันจืดจางลง เขาก็ถึงเวลาต้องเดินทางต่อไป ทิ้งร่องรอยอาลัย ให้เธอ ให้เขา ให้ใครก็ตามที่ผ่านมา เก็บกินความหวานต่อไป สุดท้ายมันก็จะเหลือเพียงเรื่องเล่าโรแมนติค เกี่ยวกับความรักชั่ววูบของคนที่อยู่กับที่ กับนักเดินทางผู้พเนจรนิรันดร์ และชูมานกำลังเก็บกินความหวานนั้น  ความหวานที่ไม่ได้ให้ประโยชน์อะไร เรื่องเล่าที่ไม่มีความหมายอะไร

 

เธอแว่วได้ยินเพลงนางเงือก เสียงเพรียกเรียกขานอันโหยให้และแสนเศร้า  เพลงฝันที่ลากคนหนุ่มจมลึกลงไปในทะเล นางเงือกใจร้ายกัดกินเลือดเนื้อและกระดูก ชูมานผู้ไม่รู้จักกับโลกอีกต่อไป เธอก็เหมือน ฉันเหมือนเรา เป็นเพียงคนที่โลกของการเสพรับตำนานจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ตัดทอนบางสิ่งดัดแปลงบางอย่า เธอกินมันเข้าไป แล้วคายมันออกมาในรูปรสนิยมแสนหวาน ผูกพ่วงตัวเอง เข้ากับเรื่องราวเหล่านั้น สร้างโลกเฉพาะขึ้นมาหนึ่งใบไปอาศัยอยู่  สร้างบทเพลงนางเงือกในสอง ลงมือกัดกินตัวเอง เพื่อที่จะได้เศร้าสร้อยอย่างสวยงาม

 

นี่คือคนน่าสงสารสองคน พวกเขานั่งชิดกัน มือเย็นเฉียบจากลมทะเลที่โบยตีไม่รู้สิ้น  ฉมจมในความมืดข้างรูปปั้นสำริดนางเงือกที่ขับเพลงสร้อยเศร้าแทรกมาในเสียงลมทะเลที่พัดตึง

 

คืนนั้น นาโอะซึ่งปัจจุบันย้ายมาพักในบ้านเธอ  นอนในห้องรับแขกที่แม่เตรียมไว้เขาตื่นขึ้นกลางดึก เปิดประตูหลังบ้าน หายไปในทะเลสาบสงขลา