ทิ่มแทง

posted on 21 Mar 2008 10:38 by lonelybone
 

ผมไขว่คว้าร่างของเธอในความมืด

ร่างที่ดูคล้ายกับเด็กชายซึ่งยังเติบโตไม่เต็มที่

มากกว่าร่างของอิสตรี

ในความมืดที่เย็นเยียบ ผมกอดร่างบสงนั้นไว้ ราวกับกอดครอบแก้วซึ่งเปราะบาง

ราวกับสิ่งซึ่งถูกสร้างมาให้แตกหักเสียหาย

 

ผมทำเธอแตก

ร่างเล็กบางนั้นกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

กระจัดกระจายจนไม่อาจรวบรวมกลับมาใหม่ได้อีกต่อไป

ในความมืดผมร้องให้

ไม่ใช่เพราะเธอปลาสนาการ

แต่เพราะเศษส่วนเล็กๆเหล่านั้น

ทิ่มแทงเนื้อผม

นิรันดรฆาตกรรม

posted on 03 Mar 2008 09:50 by lonelybone

จากอีกฟากหนึ่งของห้อง ฉันแลเห็นนิรันดร์กาลในกรงขังชื่อความเชื่อ

ฉันเปิดกรงออก แล้วฆ่ามันเสีย

เพราะสำหรับฉัน ชั่วแล่นคือชั่วแล่น

 นิรันดรคือการโกหกพกลมคำโตที่ไม่อาจให้อภัยได้

ไปในแสง

posted on 03 Mar 2008 09:45 by lonelybone

ฉันปรารถนาจะถูกกลืนกินไปในแสงสีขาว

สถานที่ซึ่งถูกสิ่งถูกลบลืม เมื่อความมืดมาถึง

เพราะที่แท้ความมืดคือสิ่งดั้งเดิมที่มาแต่ต้น แสงเพียงเดินทางมาถึงเพื่อลาลับไป

 ดังนั้น แสง จะเรืองความหมายก็ต่อเมื่อมันอยู่ในความมืด

 

ฉันปรารถนาจะถูกกลืนกินไปในแสงสีขาว

เพราะมันเปนเพียงสิ่งซึ่งดำรงคงอยู่ชั่วคราว

หากฉันถูกกลืนกินไปในความมืด ฉันสำนึกโดยพรั่นพรึงว่า

 ฉันอาจดำรงคงอยู่ ชั่วนิรันดร์

 

 

 

  บทที่ 1 นาโอะ ธุลีสีเทา

http://lonelybone.exteen.com/20080104/entry-1

บทที่ 2  ชูมาน  เหมือนอากาศ

http://lonelybone.exteen.com/20080104/entry-2

บทที่3 เจ้าสาวสายหมอก : ถอดความจากภาษาญี่ปุ่น โดย แสนไกล

http://lonelybone.exteen.com/20080104/entry-3

บทที่ 4 แสนไกล : เกาะที่ไม่มีใครรู้จัก

http://lonelybone.exteen.com/20080104/entry-4

บทที่ 5 : เพลงนางเงือก

http://lonelybone.exteen.com/20080104/entry-5

บทที่ 6 :  พระจันทร์สีชมพู

http://lonelybone.exteen.com/20080104/entry-6

บทที่ 7 : ความมืด

http://lonelybone.exteen.com/20080122/entry

   

บทที่ 8 เพลงไม่มีทำนอง

คืนนั้นเธอออกจากร้านมาโดยไม่ได้กล่าวกระไรกับชายที่เธอเดินทางไกลมาเพื่อพบ เธอรวบรวมความกล้า เข้าพักในโรงแรมเก่าแก่ กลางเมือง ราคามันถูกพอที่เธอจะจ่ายได้ เธอนอนไม่หลับเลยตอลดคืน ตื่นอยู่ในความหวาดผวา จากเรื่องสยองขวัญที่เธอจินตนาการเอาเอง ถ้าเธอโดนผีหลอก เธอจะไม่สามารถเรียกให้ใครช่วยได้เลย การเป็นใบ้ทำให้เธอรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวบนโลก  มีคำมากมายวิ่งพล่านในหัวสมอง แต่ไม่สามารถจะกล่าวออกมาได้  บางครั้งราวกับร่างกายของเธอจะปริแตก เพื่อให้ถ้อยคำอันไม่ปะติดปะต่อ ไม่ชัดเจน ไม่มีความหมายหลั่งไหลออกมา แต่บางครั้งความอับจนถ้อยคำทำให้ร่างกายเธอเหมือนลูกโป่งพองลม ไม่ว่าจะเขย่ายังไงก็ไม่มีเสียงกรุ๋งกริ๋งของข้อความที่กระทบกัน เธอเป็นใบ้ ไม่ใช่เรื่องทางร่างกายแต่เป็นเรื่องทางจิตวิญญาณ

เธอตื่นในตอนเที่ยงวัน หลังจากข่มตาลงตอนค่อนรุ่ง ผีที่ไม่มีชื่อเรียกในหัวเธอเหนื่อยล้าจนลาจากไป กระจกกลายเป็นกระจกไม่ใช่ประตูสู่โลกวิญญาณ และห้อง เก่าไม่ได้มีคนตายมาก่อนเป็นเพียงฝาผนังปูนธรรมดา   หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ เธอลงมือเขียนจดหมายถึงเขา ฉีกกระดาษใบหนึ่งจกสมุดบันทึก เรียบเรียงถ้อยคำที่กระจัดกระจายในร่างที่ที่พองลมของเธอ

หากในจดหมายมีเพียงถ้อยคำ " ฉันคือเกาะที่ไม่มีใครรู้จัก ฉันพูดไม่ได้ ยินดีที่ได้รู้จัก " 

เธอเดินผ่านร้านหนังสือมือสองเพื่อไปร้านหนังสือของเขา ในนั้นชั้นหนังสือเรียงราย  เจ้าของร้านเป็นคนญี่ปุ่น เหมือนกับคนรักของเจ้านายเธอ เขานั่งบนโต๊ะกว้างด้านหน้าของร้านคัดแยกหนังสือเก่าที่กองเต็มพื้น  ภาษาที่เอไม่รู้จัก คำที่เธอไม่รู้จัก กระจายเกลื่อนกล่นในอากาศของร้านนั้น มันดึงดูดเธอเข้าไปหา และทำให้เธอครุ่นคิดว่ามีอักขระมากมายแค่ไหนในโลกนี้ มันรวมกันเป็นถ้อยคำ  แล้วมันสื่อความหมายแตกต่างกันเพียงใด  แล้วที่จริงมันมีความหมายจริงๆ หรือมันสร้างความหมายใหม่ขึ้นมา เช่นเดียวกับที่เธอหาถ้อยคำมาบรรจุลงในจดหมายไม่ได้  เธอเดินไล่สายตาไปตามชั้นหนังสือ มองหนังสือเหล่านั้นเป็นเหมือนภาพรวมของบรรดาถ้อยคำที่เพียงถูกนำไปจัดเรียงในหน้ากระดาษ ถ้อยคำของเธอ ที่อาจไม่ได้มีอยู่และกล่าวออกมาไม่ได้  ไม่ได้กล่าวออกมา ไม่ได้กระทั่งได้รับการอ่าน เพราะที่ร้านของเขา ประตูเหล็กถูกดึงปิดและคล้องกุญแจแน่นหนา ป้ายกระดาษเขียนลวกๆว่าปิดร้านสามวัน  เธอได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ถ้อยคำเรียบง่ายชัดเจนไม่ประสงค์สื่อสารความรู้สึก กลับแหลมคมและทำลายได้ดียิ่ง

เธอยืนนิ่งและยังไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิต แดดบ่ายแผดแสงแสบผิว เธอรู้สึกเบาหวิว ราวกับจะเป็นลมล้มพับไป โอกาสของเธอเลือนดับลับหายสาบสูญชั่วนิรันดร์ เธอมาถึง และทำมันสูญหาย เหมือนถ้อยคำที่หายหกตกหล่นไประหว่างการมีชีวิต  อันเงียบเชียบของเธอ

มนุษย์เป็นเพียงโกดังอันว่างเปล่าของการกักดก็บถ้อยคำ สรรพสิ่งนั้นมีอยู่มาก่อน แต่เมื่อมันถูกเรียกขานมันจึงมีความหมายกรทั่งความหมายอันง่ายดายที่สุด ก็ล้วนถูกสร้างขึ้นจากถ้อยคำ ในระดับปฐม ถ้อยคำจึงทำให้เรามีชีวิต แต่เธอไม่แน่ใจในถ้อยคำ แน่ล่ะ เธอพึ่งพามันผ่านการพูดน้อยมาก แต่ถ้อยคำมีอยู่ในทุกที เธอรู้สึกว่ามันเหมือนโจรร้ายที่เฝ้ารอเงียบเชียบเพื่อขโมยความหมายของสิ่งนั้น  เมื่อเราพูดออกมา เขียนมันขึ้นมา หรือกระทั่งคิดเรียกขานมันออกมา มันจะอยู่ตรงนั้นและขโมยความหมายที่แท้จริงไป สีแดงไม่ได้เป็นสีแดง อีก มันสูญไปพร้อมกับการเอื้อนเอ่ยคำ สีแดงหรือการคิดมันขึ้นมา ถ้อยคำคือเงินตราแลกเปลี่ยนสำหรับแทนค่าสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง ในวินาทีนั้นเธอถึงกับอับจนไปสิ้น เมื่อครุ่นคิดได้ว่า ที่แท้การสื่อสารไม่เคยเกิดขึ้นมีเยงการแลปกเปลี่ยนถ้อยคำกับความเข้าใจพื้นๆโง่ๆ ไม่มีทางที่จะมีใครสักคนแสดงความรู้สึกผ่านถ้อยคำได้จริงๆ  การสื่อสารของเรทุกคนที่แท้ล้วนง่อยเปลี้ยเสียขาทั้งสิ้น

พริบตานั้นเธอรู้สึกราวกับต้องเปล่งเสียงบางอย่างออกมา เสียงอ้อแอ้เหมือนเด็กๆหัดพูที่ไม่รู้ว่าจะกล่าวกระไร ก้อนของเสียงตึงแน่นในลำคอ เธออาจ อยากสะอื้นให้ หรือหัวเราะร่า  เสียงที่เขียนออกมาเป็นตัวอักษรไม่ได้ สื่อสารความรู้สึกอย่างรุนแรงที่สุด   โดยปกติเธอไม่นิยมส่งเสียงใดๆ โดยไม่จำเป็น เพราะทุกคนจะรู้ทันทีที่เธอเอ่ยถ้อยคำว่าเธอเป็นใบ้ มาถึงแล้วเวลาที่ร่างกายเธอกำลังจะปริแตก เสียง และคำ พลุ่งพล่านอยู่ในเส้นเลือดของเธอ กระตุ้นเร้าและบีบหัวใจเธอ

ตอนนั้นเอง เธอร้องเพลง

ที่เขาเฝ้าติดตามไปคือเสียงเพลง  สถานที่ทุกแห่งนั้นเลือนเข้าหากัน เหมือนกับความทรงจำ  เขาอาจจำอาคารหลังหนึ่งในสถานที่หนึ่งสับกับอีกอาคารในอีกสถานที่หนึ่ง  ความทรงจำ เป็นอาณาเขตเฉพาะที่เวลาไม่สามารถเข้าไปถึง เมื่อเหตุการณ์ผ่านเข้ามา มันจะร่วงลงไปราวกับเข็มเล่มหนึ่งตกลงสู่ก้นทะเล  จนเมื่อมันถูกเขย่าทุกตะกอนเหตุการณ์จะลอยฟ่องขึ้นพร้อมกันโดยไม่ลำดับเวลาหรือลำดับความพิเศษอีกต่อไป มาถึงตอนนี้เขาบอกไม่ได้ว่าตัวเองอยู่ในอดีตหรือปัจจุบัน สถานที่ที่เขากำลังท่องไปไม่รู้จบคือสถานที่จริงๆ หรือความละเมอเพ้อพกอันเปล่าดาย  เขากำลังยืนอยู่ในสวนสาธารณะ เพ่งมองแม่น้ำเจ้าพระยาที่จอแจด้วยเรือข้ามฟาก ตอนนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงเพลง กวนตะกอนขุ่นข้นของความทรงจำเขาขึ้นมา มันน่าจะดังอยู่ในสวนนี้เอง เขาจึงออกเดินตามหา ที่มาของเสียง

เขาไม่รู้จักเพลงนั้น แต่เขาจำมันได้ ราวกับว่ามันฝังอยู่ในหัวเขา สัมผัสที่อบอุ่นของแสงแดดบ่าย และสีเทาราวควันบุหรี่หรือสายหมอก เขาออกเดินราวกับคนละเมอเพ้อพก  ราวกับต้องมนต์สะกดของนางปีศาจ เข้ามาจากสวนสาธารณะเดินไปตามถนนตึกเก่า ร้านกินดื่มยามค่ำคืนยังไม่เปิด มีเพียงบานพับไม้ปิดทับเอาไว้เขาเดินผ่านมัน เลี้ยวลงตรอกเล็ก เพลงนั้นทำให้เขาคิดถึงเธอ เพลงที่ประจุในipod ของเธอ คนหนุ่มที่ตายด้วยการกินยานอนหลับเกินขนาด คนที่เขากอดไว้ไม่แน่นพอ ตรอกเล็กที่ทอดตัวไปยังทะเลสาบสงขลา หรือทอดออกกลางถนนถลาง ทอดลงจกแม่น้ำเจ้าพระยา ทอดเชื่อมสวนสาธารณะแห่งเมืองนารา ตะกอนนั้นขุ่นคลั่กเขาคิดว่าการเดินทางเหนื่อยล้ายาวนานคงสิ้นสุด ทันทีที่เขาเลี้ยวลับมุมตึก ถ้าเขาเจอเธออีก เขาจะกอดเธอไว้ให้แน่นจนไม่ว่าพระเจ้าองค์ไหนก็พรากเธอไปไม่ได้

แต่เขาเป็นนักเดินทาง เธอเป็นคนหลงทาง ทั้งเขาและเธอต่างถูกสาป จะไปไกลสักกี่สถานที่ก็ไม่อาจเยียวยาจิตใจอันบอบช้ำนั้นได้  เขาและเธอคือเสื้อยืดบนแผงขายเสื้อแห่งวัฒนธรรมเฉพาะ ที่ที่เสื้อลายเหมาเจ๋อตุงอยู่ทางขวา และลายแมคโดนัลด์อยู่ทางซ้าย สถานที่เดียวที่ทุนนิยมพบสังคมนิยม ภราดรภาพบังเกิด แต่จงอย่าลืมมันเป็นเพียงเสื้อ เป็นเพียงสินค้าแห่งการผลิตซ้ำ  เสียงเพลงที่เธอพลันร้องได้ หรือความทรงจำที่เขาพลันมีขึ้น ล้วนจอมปลอม และถูกสร้างขึ้นเพื่อปลอบประโลมจิตใจอันแหว่งวิ่น  อาณาเขตตึกเก่าไม่ได้อยู่เหนือกาลเวลา มันผ่านเลยไปแล้วและถูกแช่แข็งไว้สำหรับตอบรับวัฒนธรรมใหม่แห่งการเสพสมกับอดีตกาล  การเดินทางนับนิรันดร์มีค่าไม่ต่างกัน ความทรงจำไม่พิเศษ ถูกทำให้พิเศษคนเงียบใบ้สื่อสารได้ เจ้าสาวสายหมอกฟื้นคนชีวิตทั้งที่ไม่เคยอยู่มาก่อน เรื่องราวโรแมนติคชวนฝัน  นัยแต่เขาออกเดินทางเขาสร้างโลกหนี่งใบขึ้นมาใหม่โยหยิบชิ้นส่วนสวยงามจากภูมิทัศน์แปลกตาของดินแดนอื่น มารวมเข้ากับความคิดอุดมคติ ความตื่นเต้นของการเดินทางผจญภัยและความสะดวกสบายที่แผ่นดินอื่นขูดเลือดเนื้อมาเจือจุนให้เขารู๔สึกเหมือนอยู่บ้าน ที่นั่นเขาสร้างโลกเฉพาะอันงามหรูเพื่อหลอกตาตัวเองว่าเขาค้นพบสิ่งที่ตามหา แต่ไม่มีอะไรเลย มีแต่การเดินทางซ้ำๆ การทำเท่ซ้ำๆ ความฝันโรแมนติคที่บางเบาเหมือนสายหมอกยามเช้า  

เขาพบเธอที่หัวมุมถนน เพลงไม่มีทำนองสะดุดหยุดลงตรงนั้น  เธอสวมกระโปรงติดกันสีเทา และเขาสวมเสื้อยืดสีฟ้ากางเกงยีนสีขี้เถ้า บางสถานที่ในความทรงจำ ที่ไม่อาจระบุ ทั้งคู่นิ่งงันตรงตำแหน่งเดียวกัน เสียงเพลงสะดุดหยุดลงราวกับเขาและเธอไม่มีอะไรจะพูดกันอีก  เธอเป็นใบ้และเขาพูดไทยไม่ได้แม้แต่คำเดียว ทั้งคู่หยุดยืนองกันและกันการสื่อสารสาบสูญโดยสิ้นเชิง เธอเป็นหญิงสาวแปลกหน้า เขาเป็นคนหนุ่มแปลกหน้าเดินสวนกันที่หัวมุมถนนเกือบจะชนกัน กลางเพลงไม่มีท่วงทำนอง ที่ดึงดูด แต่ที่แท้กลับผลักทั้งคู่ออกห่างกัน

เธอเดินเลี่ยงเขาไป ตัดเข้าสู่ถนนถลางกลางเมืองภูเก็ตอันร้อนระอุ

เขาเดินหลบเธอเลี้ยวลงตรอกข้าวสารที่พลุกพล่านด้วยผู้คน

เขาเปิดประตูเข้าไปในร้านอาหารแห่งนั้น รู้สึกราวมนต์สะกดคลายลง ที่นั่นเขาพบชายหญิงคู่หนึ่ง ฝ่ายชายเป็นคนญี่ปุ่น และพวกเขาพูดคุยกันอย่างออกรส  เกี่ยวกับการเดินทาง ตอนนั้นเองเขาตระหนักได้ว่าไม่ว่าไปที่ไหนเจ้าสาวายหมอกก็ไม่ได้มีอยู่จริง เขาสนุกสนานกับการสนทนา ดื่มเบียร์ขวดแล้วขวดเล่าจากเย็นย่ำจนดึกดื่น  จู่ๆเขาก็ประกาศโพล่งว่าพรุ่งนี้เขาจะกลับเมืองนารา

เธอกกลับมาที่โรงแรม หลังจากเดินเท้าจนเหนื่อยอ่อน ตรงโถงกลางของโรงแรม มีทีวีเปิดอยู่  ฝรั่งคนหนึ่งเอาดีวีดีติดตัวมาจากเมืองนอก เป็นหนังญี่ปุ่นที่เล่าเรื่องของครับครัวเล็กๆในเมืองนารา พวกเขาสูญเสียลูกชายคนหนึ่งไปอย่างลึกลับ เพียงเดินเลี้ยวหัวมุมถนน ก็หายตัวไป ราวกับถูกเทพเจ้าลักพา และพวกเขาต้องมีชีวิตอยู่เช่นนั้น ค่อยๆคลี่คลายตัวเอง

เธอนั่งดูมันจนมืดค่ำคิดกับตัวเองว่าการเดินทางสิ้นสุดลงแล้ว

edit @ 23 Jan 2008 22:20:06 by ชูมาน

  บทที่ 1 นาโอะ ธุลีสีเทา

http://lonelybone.exteen.com/20080104/entry-1

บทที่ 2  ชูมาน  เหมือนอากาศ

http://lonelybone.exteen.com/20080104/entry-2